ร้องทำไม ถ้าใจยังไม่สำนึก!!!เก๋งแดงเปิดใจ หลังโดนสังคมโจมตีไม่หลบรถพยาบาล เพจดังเปิดข้อมูลเด็ด ที่แท้เรื่องผัวเมียเก่าล้วนๆ(รายละเอียด)

Publish 2018-04-10 11:18:13


จากกรณีในเฟซบุ๊ก Kenzaa Standby โพสต์คลิป ภาพ และข้อความ ระบุว่า "ผมควรทำยังไงดีครับ #ถ้าไม่ใช่ญาติคุณคงไม่เข้าใจ" ทั้งนี้ในคลิปดังกล่าวปรากฏรถเก๋ง 1 คันที่ขับอยู่เลนขวาข้างหน้า โดยไม่สนใจเสียงไซเรนของรถฉุกเฉิน ที่มีผู้ป่วยวิฤกติกำลังเดินทางไปโรงพยาบาล  

 

 

ต่อมาทางเฟสบุ๊ก ภาณุวัฒน์ ศรีเจริญ โพสต์ข้อความว่า...

ใครอยากรู้ความจริง ย้ำนะ ความจริงโดยที่จิตใจคุณพร้อมจะเป็นกลาง จงดูคลิปให้จบ แล้วตอบตัวเองหน่อยว่า ถ้าคุณอยู่บนรถกับผมคุณจะหลบทางไหน ซ้ายรถบรรทุก ขวาเกาะกลาง ข้างหน้ามีรถอยู่ คุณจะหลบทางไหน ?

ไอ้ที่เปิดกระจกนั่นคือ ผมชี้ให้รถเค้าวิ่งออกซ้าย เพราะข้างหน้ามีรถอยู่ ถ้าผมไปซ้ายรถพยาบาล Refer คันนั้นก็ไปไม่ได้อยู่ดี ตัวคนที่อัพคลิปรู้ดีที่สุด กล้าอธิบายความจริงกับสังคมเหมือนผมรึเปล่า ?

ส่วนที่สงสัยกันว่าทำไมไม่หลบตั้งแต่แรก

1.ผมขับรถไม่เป็นแฟนผมขับ ผมนั่งซ้ายนะ และรถบรรทุกก็เห็นในคลิปตลอดฝั่งซ้าย ถูกมั้ยครับ?

2.ฝั่งขวาคือเกาะกลางถ้าหักขวาไปรถก็คว่ำเหมือนกัน และระยะกระชั้นชิดขนาดนั้นรถพยาบาล Refer คันนั้นจะไปต่อได้มั้ย ?

3.ด้านหน้ารถแฟนผมก็มีรถที่เค้าวิ่งก่อนอยู่แล้ว ดูในคลิปเอาเอง

4.ทำไมไม่หาจังหวะหลบ ดูในคลิปเอา เอาจังหวะไหนดีครับ บอกทีเหอะมหาเทพแห่งเขาอากีนะทั้งหลาย

5.ผมโพสด่าเค้า ใช่ครับผมบันดาลโทษะ ในรถผมมีครอบครัวผมอยู่ เราไม่ใช่ไม่หลบให้ แต่จะเอาจังหวะไหนมาหลบ

6.ถ้าใจคุณยังยืนยันว่าผมผิด ก็ลืมที่อธิบายนี้ไปซะ มันไม่สำคัญกับคุณหรอก

7.ขอบคุณท่านที่ ib มาด่าผม แต่รับฟังจนเข้าใจ และได้ขอโทษกันเรียบร้อย ผมคนไทยแท้ๆครับ ให้อภัยได้เสมอ

 



ล่าสุด นายภาณุวัฒน์ ศรีเจริญ หรือ เอ้ แฟนคนขับรถยนต์รถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง เปิดใจผ่านรายการทุบโต๊ะข่าวว่า ขณะที่แฟนสาวของตนกำลังขับรถ ช่วงทางลงสะพานตรงถนนมิตรภาพในเขต จ.สระบุรี ตนเองก็กำลังหลับอยู่ จากนั้นแฟนก็สะกิดเรียกให้ตนตื่น ตนก็ได้ยินเสียงสัญญาณของรถฉุกเฉินแล้วเห็นว่ารถฉุกเฉินพยายามขับจี้ ตนก็มองดูบนถนนว่ารถฝั่งซ้ายของตนยังเข้าไม่ได้ และทางขวาก็ยังมีรถอยู่ พอถึงระยะหนึ่งเห็นว่าเลนซ้ายเริ่มโล่ง ตนจึงเปิดกระจกเพื่อยกมือโบกให้คนขับรถฉุกเฉินออกทางซ้ายไป แต่ตนไม่กล้ายื่นมือออกไปมากนัก จึงกลายเป็นภาพที่ตนนำข้อศอกเท้ากับกระจกไว้

พอรถคันดังกล่าววิ่งผ่านไป ตนจึงทราบว่าเป็นรถของบริษัทหนึ่งที่ตนก็รู้จัก ซึ่งหากลองสังเกตดูจะเห็นว่ารถคันนี้พยายามจะจี้ตูดรถของตน และหากฟังเสียงในรถพยาบาลคันดังกล่าว กลับมีเสียงอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อความแรงของรถ ซึ่งหากสังเกตจะพบว่ารถคันนี้มีการใช้ความเร็วของรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วย

นายภาณุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนทำงานอยู่ในวงการเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นเลยที่ตนจะต้องกีดขวางรถพยาบาล ซึ่งในระหว่าง 1 นาทีที่คลิปปรากฏนั้น แฟนของตนที่เป็นคนขับก็ไม่ชินเส้นทาง ประกอบกับคนขับรถพยาบาลหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพตนไว้ ตนอยากถามกลับว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่างขับรถออกเลนซ้ายเพื่อรีบไปส่งต่อคนไข้ กับหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิป ซึ่งตนอยากให้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คนขับรถฉุกเฉินต้องขับด้วยความเร่งรีบ แต่กลับขับรถมือเดียว แล้วอีกมือถือโทรศัพท์ไว้ แบบนี้ปลอดภัยหรือไม่

ส่วนกรณีที่รถคู่กรณีไม่กล้าเบี่ยงเลน เพราะเกรงว่าผู้ป่วยจะตกเตียงจริงหรือไม่ นายภาณุวัฒน์ ระบุว่า หากมีการบอกว่ากลัวผู้ป่วยตกเตียง แปลว่าอุปกรณ์ภายในรถนั้นไม่ได้มาตรฐาน เพราะเตียงภายในรถพยาบาลย่อมมีตัวกั้น หากเบี่ยงรถออกไปแล้วผู้ป่วยจะตกเตียงย่อมฟังไม่ขึ้น ส่วนตัวมองว่า เขาน่าจะจงใจที่จะโจมตีตน เพราะตนเคยเป็นเพื่อนกับเจ้าของบริษัทนี้มาก่อน แล้วมีปัญหาส่วนตัวกันในภายหลัง จึงไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ตนไม่ทราบว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงคลิป มีการปรึกษากันมาก่อนหรือเปล่า

สิ่งที่ตนอยากจะขอโทษกับสังคม เพราะตนได้ใช้คำพูดในเฟซบุ๊กรุนแรงเหมือนกับการใช้อารมณ์อาฆาต แต่ยอมรับว่า คนในรถเป็นครอบครัวและแฟนของตน ตนเพียงอยากออกมาปกป้องคนในครอบครัว ซึ่งหลังจากนั้น ก็มีคนมาขุดคุ้ยว่าตนทำงานเกี่ยวกับรถฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ซึ่งตนอยากบอกว่า ไม่ใช่ฝ่ายตนไม่ให้ทาง แต่แฟนตนไม่สามารถเบี่ยงรถไปได้จริงๆ เพราะด้านซ้ายตนก็เป็นรถบรรทุก สลับกับรถจักรยานยนต์ ด้านหน้าก็ไม่หลบให้ ไปทางขวาก็ไม่ได้ติดเกาะกลางถนน แล้วแฟนตนจะทำอย่างไร สิ่งที่โพสต์ลงไปในเฟซบุ๊ก ตนก็อยากจะชี้แจง ทำไมคู่กรณีถึงขับมาจี้รถแฟนตน หากคนขับเป็นคนอื่น แล้วตกใจจากการถูกขับจี้หรือเสียงสัญญาณจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาจะทำอย่างไร เพราะรถคันดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดเสียงสัญญาณมาก่อนด้วย เพิ่งจะมาเปิดในตอนหลัง

นอกจากนี้ ตนทราบว่า รถคันดังกล่าวต้องการนำผู้ป่วยกลับไปยังภูมิลำเนา เพราะผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว ตนขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวด้วย ตนและแฟนไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตนทราบดีว่า 1 นาที สำคัญกับชีวิตทุกคน แต่ 1 นาทีตรงนั้น ตนและแฟนไม่สามารถขับไปได้ ตนทำงานบนรถพยาบาลไม่เคยขับไปจี้ใครขนาดนี้ ถ้าเขาไม่หลบทางเรา หรือคนขับรถฉุกเฉินจะต้องหลบหรือแซงไปให้ได้เอง ส่วนกรณีที่คนขับรถอ้างว่า ผู้ป่วยอยู่ในอาการหนักและออกซิเจนกำลังหมด ซึ่งบนรถไม่มีแพทย์หรือพยาบาลอยู่ด้วยเลยนั้น ตนขอให้ติดตามเรื่องนี้ด้วย

สำหรับกรณีที่มีคนเข้ามาต่อว่าตนผ่านเฟซบุ๊ก ตนไม่ได้รู้สึกโกรธ บางคนตนได้อธิบายไปทางแชทบ้างแล้ว แต่คนที่ไม่เข้าใจตนก็มี ด่าต่อว่าถึงบุพการีและขุดคุ้ยประวัติการทำงานของตน รวมถึงรบกวนเฟซบุ๊ก อีเมลล์ เบอร์โทรศัพท์ของตนด้วย ซึ่งจะมีการดำเนินการฟ้องหรือไม่ ตนยังไม่ขอตอบ เพราะต้องปรึกษาหลายฝ่าย ส่วนคู่กรณีที่ทำให้ตนและครอบครัวเดือดร้อน ก็คิดว่าจะต้องดำเนินการด้วย

ด้าน นางสาวจิราพร จุ้ยเสงี่ยม หรือ แก้ว คนขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง กล่าวว่า วันนั้นเป็นวันแรกที่ตนขับรถออกต่างจังหวัดในเส้นอีสาน ตนจึงรู้สึกตื่นเต้นเพราะรถบรรทุกเยอะและเกิดอุบัติเหตุบ่อย พอช่วงจุดเกิดเหตุ ตนก็ไม่ได้มองกระจกหลัง แฟนและลูกชายตนที่นั่งมาด้วยก็หลับทั้งคู่ ตนก็ได้ยินเสียงรถข้างหลังเป็นเสียงสัญญาณฉุกเฉิน และขับมาจ่อท้ายรถตน ซึ่งเลนข้างๆ ก็มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถแก๊ส ตนจึงพยายามขับอยู่ที่เลนของตัวเอง เพราะตนไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ตนจึงรีบปลุกแฟนที่นั่งข้างๆ ให้มาช่วยดูทาง

ซึ่งตนก็อยู่ในวงการรถพยาบาลเช่นเดียวกัน สัญชาตญาณของคนขับที่มาด้วยความเร็ว ต้องหาเลนทางที่ไปได้ พอถึงจังหวะที่รถข้างหน้าตนเป็นรถสีเทา-ดำ ส่วนอีกข้างเป็นรถสิบแปดล้อ ตนก็ยังไม่กล้าขับเบี่ยงเลนออก พอแฟนตนตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถคันดังกล่าวออกเลนซ้ายได้ แฟนตนจึงเปิดกระจกเพื่อโบกให้รถคันดังกล่าวไป ขณะนั้นตนก็เห็นว่าคนขับหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพ แต่พอคู่กรณีขับมาชิดข้างกับรถตน คนขับรถพยาบาลก็นำโทรศัพท์ลงทันที ภาพที่ปรากฏในโลกออนไลน์จึงไม่ทันเห็นว่าแฟนตนได้โบกมือให้ทาง แล้วคู่กรณีก็รีบขับออกไปทันที

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าตกใจที่เห็นว่าตัวเองกลายเป็นข่าว ตนเองไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หลบทางให้รถฉุกเฉิน ตนทำงานตรงนี้จนถึงปัจจุบัน ตนอยู่กับคนไข้ตลอด ตนไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น ตนพยายามจะหลบแต่ตนไปไม่ได้ อีกทั้ง ตนเข้าใจว่าสัญชาตญาณคนขับรถฉุกเฉินต้องหาทางไป ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมาจี้ตูดรถตนแบบนั้น

คุณแก้ว กล่าวทั้งน้ำตาว่า เรื่องที่เขาตั้งใจโจมตีตนหรือไม่นั้น ตนเห็นจากข่าวก็สงสัยเหมือนกัน ว่าทำแบบนี้ทำไม ตนโดนด่าเยอะมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องด่าตนเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องมาตัดสินตนด้วยคลิปสั้นๆ ไม่กี่นาที บนรถก็มีลูกชายตนอยู่ด้วย แต่ตนไม่อยากเอามาเกี่ยว เพราะตอนนี้คนรอบข้างก็โดนต่อว่า ตนรู้สึกเจ็บและแย่มากไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าวันนี้คนที่ปล่อยข่าวหรือโจมตีตนมาเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันจะรู้สึกอย่างไร ตนเป็นคนที่รักองค์กรที่ทำงานมาก แต่พอโดนขุดคุ้ยก็รู้สึกว่าเรากลายเป็นคนที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ยอมรับว่ากลัวจะถูกไล่ออก เพราะกระแสสังคมหนักมาก แต่ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของผู้ใหญ่ วันนี้ที่ตนได้พูดกับสังคม ไม่ได้อยากจะมาแก้ตัว แต่อยากขอความเมตตาจากสังคมด้วย ตอนนี้ตนก็โดนกดดันจนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน



ขณะเดียวกันในเพจ Red Skull Uprising ก็ออกมาเปิดเผยว่า...

มีข้อมูลนิดหน่อยในวงการรู้กัน แต่ไม่อยากเปิดตัวนะ คันปากอยากเล่า

ผู้หญิงที่ชื่อแก้วคือคนขับรถแดง เคยเป็นเมีย คนชื่อเอ็ก (เจ้าของทีมสแตนบาย รถพยาบาล) เคยทะเลาะกันจนเลิกลากันไป มีขัดผลประโยชน์กันเรื่องรถพยาบาล ฝ่ายหญิงเลยยึดคืน โดยขายดาวน์ต่อให้กู้ภัยเพื่อนกัน เป็นที่มาของเรื่องนี้ พอเห็นรถพยาบาลของทีมแสตนบายมาเลยไม่หลบ และเปิดกระจกกวนตีน ไอ้เอ้ คนนั่งไม่คงไม่คิดว่าเรื่องจะใหญ่ขนาดนี้เลยเปิดกระจกกวนตีน กลายเป็นโลกโซเชียลแชร์หนักเลยดังขึ้นมา ส่วนทางสแตนบาย ตอนนี้ทำหนังสือขอโทษ สพฉ ยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัวจริง แต่ไปให้สัมภาษณ์ในรายการก็ยังคงเน้นไปเรื่องไม่หลบรถพยาบาล เพราะคนชื่อเอ็กไปออกรายการเองเลย งานนี้เรื่องผัวเมียเก่าล้วนๆ

#แฉแต่เช้า

แอบมาบอกค่ะ ผู้หญิงเคยเป็นแฟนกับเจ้าของบริษัทมาก่อนค่ะแต่เลิกกันนานหลายปีแล้วผู้หญิงก่อนหน้านี้ทำงานที่ ศูนย์เอราวัณกรุงเทพมหานครค่ะ รู้ว่ากำลังจะแต่งงานกันแล้วเลิกไป

ไม่ได้เป็นแฟนพี่ที่ขับรถนะคะ อีกคนที่ไป ให้สัมภาษณ์ด้วย

#มิตรสหายท่านนึง






ข่าวที่เกี่ยวข้อง