เเต่งตั้ง อากิระ นิชิโนะ นั่งกุนซือทีมชาติไทย

Publish 2019-07-17 13:37:42



    สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศแต่งตั้ง อากิระ นิชิโนะ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อย่างเป็นทางการ  โดยอดีตเฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น ชุดฟุตบอลโลก 2018 จะนำทัพ "ช้างศึก" ลงทำการแข่งขันในรายการฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2, ซีเกมส์ และฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่กำลังจะมาถึง




ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของสมาคมฯ ที่ได้แต่งตั้งโค้ชชาวเอเชียที่ไม่ใช่คนไทย ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอน  สำหรับ อากิระ นิชิโนะ วัย 64 ปี มีประสบการณ์กับทีมชาติญี่ปุ่น ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้ฝึกสอน โดยติดทีมชาติ 12 นัด ระหว่างปี 1977–1978 และเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติญี่ปุ่น ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี, 23 ปี รวมถึงทีมชาติชุดใหญ่ ที่พาทีมเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

 

 

ในระดับสโมสร มร. นิชิโนะ เคยทำงานให้กับ คาชิวา เรย์โซล, กัมบะ โอซาก้า, วิสเซล โกเบ และนาโกยา แกรมปัส โดยเฉพาะกับ กัมบะ โอซาก้า ที่พาทีมคว้าทุกแชมป์รายการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เจลีก, เอ็มเพอเรอร์ส คัพ, เจ ลีก คัพ, เจแปนีส ซูเปอร์ คัพ และเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

 




ทั้งนี้ ยังเคยได้รางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเจลีก ในปี 2000 และ 2005 เช่นเดียวกับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเอเอฟซี เมื่อปี 2008 อีกด้วย

 

 

โดยในวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 อากิระ นิชิโนะ จะมีงานแถลงข่าวการเซ็นสัญญาขึ้น ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้ฝึกสอนวัย 64 ปี ให้เหตุผลว่า ต้องการจะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนในบ้านเกิด ในฐานะที่กำลังจะทำหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ก่อนจะเดินทางมาร่วมงานกับสมาคมฯ ทันที

 

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังเตรียมจัดแถลงข่าวในวันที่ มร. นิชิโนะ เดินทางมาถึงประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถาม เรื่องการเตรียมทีม และความคิดเห็น หลังทราบผลการจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ไว้เช่นกัน

 

 


 ประวัติโดยสังเขปของ อากิระ นิชิโนะ ปัจจุบันอายุ 64 ปี ในอดีตเป็นผู้เล่นในตำแหน่งกองกลาง โดยเล่นให้กับสโมสร ฮิตาชิ ซึ่งปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสโมสร คาชิวะ เรย์โซล ตั้งแต่ปี 1978-1990 โดยตลอด 14 ปี อากิระ ลงสนามไปทั้งหมด 143 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 29 ประตูให้กับต้นสังกัด

พร้อมกันนี้ยังเคยมีชื่อติดทีมชาติญี่ปุ่น และได้โอกาสลงเล่นทั้งหมด 12 นัดหลังประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1990 ต่อมา เจ้าตัวได้ก้าวขึ้นมาคุมทีมทันที ในการคุมทีมชาติญี่ปุ่น รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ต่อด้วย ทีมชาติญี่ปุ่น รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และมีส่วนพาทัพซามูไร ชุดดังกล่าว คว้าสิทธิ์ไปลุยโอลิมปิก ในปี 1996 พร้อมไปได้ไกลถึงการคว้าเหรียญทองแดงในครั้งดังกล่าว

 

 

 

โดยในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งดังกล่าว อากิระ ได้สร้างชื่อในนัดสำคัญ หลังเอาชนะ ทีมชาติบราซิลคือนัดเปิดสนามของโอลิมปิก จนนัดดังกล่าวได้ถูกขนานนามว่าเป็น "ปาฎิหารย์ ที่ ไมอามี"

หลังจากคุมทีมชาติ อากิระ ก็เริ่มคุมทีมสโมสร ในเจลีก โดยเริ่มจากทีมที่เขาเคยค้าแข้งอย่าง คาชิวา เรย์โซล ที่มีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เจลีก คัพ พร้อมด้วยการคว้าอันดับ 3 ในเจลีก สองปีติดต่อกัน พร้อมรับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเจลีก ไปครองเป็นครั้งแรก

 

 

 

หลังจากนั้น เจ้าตัวก็ได้โอกาสมาคุมทีม กัมบะ โอซาก้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาขึ้นหม้อที่สุด หลังพาทีมกวาดแชมป์มากมาย ทั้งเจลีก ในปี 2005, เอมเพอร์เรอร์ส คัพ ปี 2008 และ 2009 โดยเฉพาะในปี 2008 ที่เจ้าตัวพาทีม กัมบะ โอซาก้า คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2008 ไปครอง พร้อมต่อยอดไปถึงการพาทีม คว้าอันดับ 3 ของศึกชิงแชมป์สโมสรโลก จนได้รับรางวัล โค้ชยอดเยี่ยมของเอเชีย

หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โยกย้ายไปคุมทีมอย่าง วิสเซิล โกเบ และ นาโกยา แกรมปัสจนปี 2018 เจ้าตัวก็ได้โอกาสก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ ลุยศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย แทนที่ของ วาฮิด ฮาลิลล้อคซิด ที่ถูกไล่ออก และในฟุตบอลโลกครั้งดังกล่าว อากิระ ก็สร้างชื่อด้วยการพาทีมโค่นโคลอมเบีย เสมอ เซเนกัล และ แพ้ โปแลนด์ แต่สุดท้ายก็สามารถเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และต้องไปเจอกับทีมอย่างเบลเยียม ก่อนจะแพ้ไปแบบน่าเสียดายด้วยสกอร์ 2-3 ทั้งที่ทีมนำไปก่อนสองประตู และหลังจบฟุตบอลโลก เจ้าตัวก็ประกาศยุติบทบาท ก่อนจะก้าวขึ้นไปเป็นประธานเทคนิคของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA)

 

 

ก่อนที่ล่าสุดจะเข้ามารับงานคุมทีมชาติไทย โดยมีภารกิจสำคัญทั้งในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก และ ชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย รออยู่