กรรมหนัก! แดงสุรินทร์ถูกยิงม็อบปี52แขนพิการ ฟ้องศาลจะเอาผิดอภิสิทธิ์–กองทัพ สุดท้ายคดีพลิกโดนยึดทรัพย์

Publish 2018-08-11 15:46:25


จากกรณีนายคารม พลพรกลาง ทนายความของ นายไสว ทองอ้ม ชาวจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถูกยิงในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช.เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 ออกมาเปิดเผยวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ตนและลูกความเดินทางไปที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาลทำเรื่องขอให้ทางรัฐบาลให้ความช่วยเหลืองดเว้นการจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นเงิน 212,114 บาท ที่ศาลฎีกา (แพ่ง) มีคำสั่งให้โจทก์คือนายไสว ทองอ้ม ซึ่งเป็นลูกความต้องชดใช้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพบก



 

 

 

       ทั้งนี้เหตุเกิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 13 เมษายน 2552 นายไสว ทองอ้ม และนายสนอง พานทอง ถูกยิงด้วยกระสุนปืนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นนายไสวและนายสนอง ได้ฟ้องแพ่งเอาผิดเรียกค่าชดเชยจาก สำนักนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย และ กองทัพบก

 

 



 

 

       สำหรับนายไสว ถูกยิงที่ต้นแขนซ้าย ไม่สามารถใช้แขนซ้ายประกอบภารกิจตามปกติได้อีก จึงถูกเลิกจ้างและขาดรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบการงานได้โดยสิ้นเชิงเป็นเวลา 20 ปี รวมแล้วเป็นเงิน 2,857,538 บาท ส่วนนายสนอง ถูกยิงบริเวณขาขวาไม่สามารถใช้ขาขวาประกอบภารกิจตามปกติ เป็นเหตุให้ถูกเลิกจ้างและขาดรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดโอกาสในการประกอบการงานได้โดยสิ้นเชิงเป็นเวลา 25 ปี รวมแล้วเป็นเงิน 2,245,205 รวมทั้งสองรายเป็นเงิน 5,102,743 บาท ศาลแพ่งมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2554 ให้โจทก์ชนะคดี และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 5 ต้องชำระเงินให้กับโจทก์ โดยชำระให้รายละ 1,200,000 บาท และ 1,000,000 บาทตามลำดับ รวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

 

 

“แต่ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องของฝ่ายโจทก์ โดยให้ความเห็นว่า อาวุธประจำกายของทหารในพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้มีปืนพกสั้นที่ใช้กระสุนความเร็วต่ำขนาด 9 มม.ที่ยิงใส่โจทก์ และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำเลย (ซึ่งก็คืออัยการ) เป็นเงิน 212,114 บาท และมีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดอายัดทรัพย์โจทก์และทำการขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560”

 

 

 

 

 


เรียบเรียงโดย : ศิริพงษ์ หนูแก้ว






ข่าวที่เกี่ยวข้อง