ผิดอาญาเต็มๆ!! ผลสอบ 2 เรือภูเก็ตคว่ำ "รองโจ๊ก" เจอต้นตอ "บริษัทนอมินี" จ้างคนไทยเป็นผจก. มีคนสั่งให้ออกเดินเรือ-ฝืนห้ามช่วงมีมรสุม!?

Publish 2018-07-07 18:53:34


 

 

 

 

จากกรณีเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ต 2 ลำ ที่บริเวณเกาะเฮ และเกาะไม้ท่อน จ.ภูเก็ต โดยมีผู้ประสบเหตุเรือล่มจำนวน 105 คน ซึ่งมีทั้งผู้รอดชีวิต และเสียชีวิตที่พบศพแล้ว และยังสูญหายอยู่ ซึ่งยอดรวมล่าสุดนั้นพบศพเเล้ว 41 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 15 คน

 

 



 

 

 

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจท่องเที่ยวได้มีการออกประกาศเตือนผู้ประกอบการทั่ว จ.ภูเก็ต แล้ว ว่าห้ามนำเรือออกจากฝั่ง แต่ผู้ประกอบการทั้ง 2 แห่ง กลับฝ่าฝืนจนประสบภัยดังกล่าวขึ้น และเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต และสูญหาย เบื้องต้น ได้มีการเรียกผู้ประกอบทั้ง 2 แห่ง มาเพื่อสอบปากคำแล้ว (คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : "บิ๊กโจ๊ก" สุดเดือด จวกยับ "ทัวร์ภูเก็ต" เมินคำประกาศฝ่าฝืนนำเรือออกอันดามัน จนเจอคลื่นซัดล่มทำดับกว่า 40 ราย !??)

 

 

 

 



ภาพจาก FB สุรเชษฐ์ หักพาล

 

 

ล่าสุด เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเรือล่ม 2 ลำ ที่จังหวัดภูเก็ต จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายนั้น ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจท่องเที่ยวพบว่าเรือที่ประสบเหตุทั้งสองลำเป็นเรือที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากในข้อมูลเบื้องต้นพบว่า น้ำเริ่มเข้าจากด้านท้ายของเรือ หากเป็นเรือที่มีมาตรฐานถูกต้อง จะต้องมีระบบที่ใช้ในการระบายหรือขับน้ำออกจากเรือ คาดว่าจะมีการถอนทะเบียนเรือและคนขับเรือทั้งสองลำ รวมทั้งจะสอบสวนถึงสาเหตุของการเกิดเรือล่มดังกล่าวอย่างละเอียด

 

 

 


นอกจากนี้พบว่า บริษัทเจ้าของเรือทั้งสองบริษัท มีลักษณะเข้าข่ายการเป็นนอมินี โดยมีชาวต่างชาติว่าจ้างให้คนไทยเป็นผู้จัดการ หรือเป็นเจ้าของบริษัทเรือดังกล่าวแทน ส่วนสาเหตุที่เรือดังกล่าวฝ่าฝืนออกเดินเรือในช่วงเวลาที่กำลังจะมีพายุมรสุม ทั้งที่เรือของบริษัทอื่นๆ ไม่ออกจากท่า เนื่องจากมีการสั่งการจากบุคคลรายหนึ่งในบริษัทให้ออกเดินเรือ แม้จะมีการทัดทานจากผู้ควบคุมเรือและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของบริษัทแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากพยานบุคคลและหาหลักฐาน เพื่อใช้ดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวด้วย

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้ตรวจสอบประวัติของบริษัทเดินเรือทั้งสองลำที่ประสบเหตุ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับบริษัททรานลี่ ทราเวล จำกัด ซึ่งเมื่อช่วงปี 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวและปปง.ได้เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์บริษัทในเครือทรานลี่ เป็นรถบัส 69 คัน จาก 117 คัน เรือสปีดโบ๊ต 32 ลำจาก 35 ลำ มูลค่า 100 ล้านบาท เนื่องจากเจ้าของบริษัทเป็นคนต่างด้าวแล้วสวมสิทธิ์บัตรประชาชนคนไทยแอบเข้ามาทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต โดยขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อความเชื่อมโยงและดำเนินการกับบริษัททั้ง 2 แห่ง.

 

 

 

 

ภาพ : FB Toto MatthaweewongSiraphop Srakaewสำนักประชาสัมพันธ์เขต 1