คงต้องถึงปธ.ศาลฎีกา!!! "นิพิฐ" เดินหน้าต่อขอความเป็นธรรม ยื่นร้องปปช.รอบ 16 ระงับ "สุภา" ยุ่งเกี่ยวสอบคดีปาล์มอินโดฯ !?? (อ่านรายละเอียด)

Publish 2018-02-21 14:48:45


เกาะติดปัญหาการทุจริตโครงการปาล์มอินโดนีเซีย สืบเนื่องจากกรณี  นายนิพิฐ  อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด (PTTGE)   เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสาวสุภา ปิยะจิตติ หนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาหรือฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา  (คลิกอ่านข่าวประกอบ :   ศึกปตท.+ปาล์มอินโดไม่จบง่าย!! นิพิฐยื่นศาลปราบโกง! ชี้ สุภาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ?? )

 



ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561  นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา  ได้เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม(ครั้งที่ 16)  เรื่องขอคัดค้าน และขอเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน ต่อพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช.และคณะกรรมการป.ป.ช.(ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ)

 



ทั้งนี้ในรายละเอียดของหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานคณะกรรมการป.ป.ช.และคณะกรรมการป.ป.ช.หลายฉบับที่ผ่านมา เป็นไปเพื่อคัดค้านเปลี่ยนตัวนางสาวสุภา ปิยะจิตติกรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน  และขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช.เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ และสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซียบิดเบือนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระกว่างวันที่ 78 สิงหาคม 2560

 

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านขอความเป็นธรรม และขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ในการแสวงหาข้อเท็จจริง และสอบปากคำพยานบุคคล ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 78 สิงหาคม 2560 โดยมิชอบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

 

คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ท่านร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช. และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. รวม 21 ประเด็นแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่ท่านกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า

 

ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 และ 2 ท่านขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการป.ป.ช.และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิด และขอให้หยุดการไต่สวน หยุดการปฎิบัติหน้าที่ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น.คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่ข้าพเจ้าขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย

 

พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการป.ป.ช.และผู้ที่เกี่ยวข้องถ้าพบว่ามีการกระทำความผิด นั้น เป็นเรื่องเดียวกันกับที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้เคยวินิจฉัยแล้วว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และได้แจ้งผลพิจารณาให้ท่านทราบ โดยในการร้องขอคัดค้านครั้งนี้ ท่านมิได้แสดงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดที่ประชุมจึงมีมติยกคำร้องขอความเป็นธรรม

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนายนิพิฐจึงได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) ดังกล่าว โดยมีเนื้อหา ดังนี้

 

1.ผลการสอบสวนของคณะกรรมการป.ป.ช. หรือผลพิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ ขัดแย้งกับพยานหลักฐานและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

 

2.การกระทำความผิดตามข้อ 1.ของกรรมการป.ป.ช.บางท่าน และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.นั้นสืบเนื่องมาจากทำงานตามใบสั่งต้องการกลั่นแกล้งใส่ความข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวก

2.1 ในคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท.405/2560 ข้าพเจ้าฟ้อง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน จำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นกรณีที่ร่วมกันปลอมหนังสือสัญญานายหน้าแล้วนำหนังสือสัญญาดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานเท็จ

 

โดยเรื่องดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัว หรือโดยส่วนตัวของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้าพเจ้าไม่เคยทำหนังสือร้องเรียนหรือกล่าวโทษกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมการป.ป.ช.แต่อย่างใด แต่นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กลับทำหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 แจ้งว่าเรื่องปลอมเอกสารดังกล่าว มีคดีที่คู่ความกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของป.ป.ช.แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ศาลได้โปรดจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความเป็นการชั่วคราว การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือนายไพรินทร์ กับพวกไม่ให้ได้รับโทษในเรื่องปลอมเอกสารอย่างชัดเจน เป็นการประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นางรสยา เธียรวรรณ กับพวกไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาในศาล

 

2.2 นางสาวสุภา ปิยะจิตติมีความพยายามที่จะรวบรัดชี้มูลความผิดข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวทั้งที่มีการรวมคดีกับกลุ่มของนายไพรินทร์กับพวกแล้ว ซึ่งกว่าจะมีการรวมคดีได้ข้าพเจ้าได้ยื่นคำร้องกล่าวหาพร้อมทั้งนำส่งพยานหลักฐานต่างๆเป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี และ

 

2.3 มีความพยายามที่จะแยกนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ออกมาพิจารณาต่างหากเพื่อที่จะช่วยเหลือกันให้พ้นผิดก่อนพรรคพวกของนายไพรินทร์

 

3.นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มีความโกรธแค้นอาฆาตมาตรร้ายข้าพเจ้าใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่และใช้คณะกรรมการป.ป.ช.เป็นเครื่องมือ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะชี้มูลความผิดข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ปรากฏหลักฐานใดๆที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สืบเนื่องจากได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอน ดำเนินคดีอาญากับนางสาวสุภา ปิยะจิตติ

 

ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมนั้นมีข้อความตอนท้าย ดังนี้

ข้าพเจ้าขอคณะกรรมการป.ป.ช.(ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ) ได้โปรดดำเนินการเป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1.) ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาและมีมติเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน และให้ยุติการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปลูกปาล์มประเทศอินโดนีเซียไม่ว่าจะเป็นคดีที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหา และคดีที่ข้าพเจ้ากล่าวหานายไพรินทร์ ชูโชติถาวรกับพวกทุกเรื่องโดยทันที

 

2.) ขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด(PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ โดยขอให้สอบสวนตามหนังสือที่ข้าพเจ้าร้องขอความเป็นธรรมระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบันทุกฉบับ โดยเฉพาะตามประเด็นที่ข้าพเจ้าได้ยื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ในวันที่ 15 สิงหาคม 2560 รับที่ 25083 และ วันที่ 1 กันยายน 2560 รับที่ 27153

 

3.) ขอให้สอบสวนนางรสยา เธียรวรรณ กรณีไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ส่งมอบถุงสินบนให้กับพยานปากสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นร่วมคณะเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ไปสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีการให้ผลประโยชน์พยานปากสำคัญในคดีอาญาก่อนการสอบสวนของป.ป.ช.จะเริ่มต้นเพียง 2 วัน อย่างมีนัยสำคัญ

 

4.) ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีเรื่องถุงสินบน และการสอบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ประเทศอินโดนีเซีย รวม 21 ประเด็น ตามหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เนื่องจากข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องบุคคลที่ให้ข้อมูลบิดเบือนกับข้อเท็จจริง

 

5.) ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ได้โปรดชี้แจงกรณีผลการสอบสวนว่าเหตุใดถึงไม่ตรงกับความเป็นจริงเป็นลายลักษณ์อักษร

 

จึงขอให้ดำเนินการตามข้อ 1 ถึง ข้อ 5 เป็นการเร่งด่วนภายในระยะเวลา 15 วัน  หากท่านเพิกเฉยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ไม่ต้องให้ได้รับโทษ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาผ่านประธานรัฐสภาเพื่อถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับท่านตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

 

หากคณะกรรมการป.ป.ช.ยังปล่อยให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติทำหน้าที่ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน หรือป.ป.ช.ในคดีนี้ต่อไป หรือว่าขืนยังปล่อยให้นำเสนอเรื่องของข้าพเจ้าให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาไม่ว่าจะโดยวาระใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะถือว่าท่านเพิกเฉย ให้การช่วยเหลือสนับสนุนนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ในการกระทำความผิดและช่วยเหลือไม่ต้องให้ได้รับโทษ และไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้า อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

 

ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ที่มีให้การช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิดโดยจะยื่นเรื่องกรณีฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและกระทำความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผ่านทางประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาเพื่อลงโทษคณะกรรมการป.ป.ช.รวมทั้งจะยื่นขอถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช.ต่อประธานรัฐสภา ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทันที เว้นแต่ป.ป.ช.ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร หรือปรากฏในรายงานการประชุม ถือได้ว่าท่านได้ปฏิเสธการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุภา ปิยะจิตติแล้ว อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยหลักนิติธรรม”


เรียบเรียงโดย : นิตติยา บุญตาวัน